หลังจากหลุดคอนเซปไปนาน ถึงเวลาหยิบรายการโทรทัศน์ มาพูดคุยกันอีกครั้งครับ
 
 
รายการ 50:50 เป็นรายการเด็กน้องใหม่(จริงๆก็ออกอากาศมาได้ 1 เดือนแล้ว แต่ผมเพิ่งจะนำมาเขียนครับ) ที่ออกอากาศทางช่อง 3 ทุกวันจันทร์-พุธ 18.00น.-18.30น. ซึ่งเป็นเวลาออกอากาศเดิมของถ้าคุณแน่?อย่าแพ้เด็ก!(ประถม)(ปัจจุบัน ถ้าคุณแน่ฯฉายเพียง พฤ.-ศ.) รายการนี้เริ่มออกอากาศเมื่อ 2 พ.ย. 52
 
กติกาของรายการ
มีทีมหลักๆอยู่ 2 ทีม คือสีเขียวกับน้ำเงิน ในแต่ละทีมจะมีนักเรียนระดับชั้นประถมปลาย 5 โรงเรียน โรงเรียนละ 10 คน มาแข่งกันตอบคำถาม โดยแต่ละคำถามจะมี 3 ตัวเลือก(A B หรือ C) แต่ละคนจะมีเวลาตอบคำถาม 10 วินาที(ในการคิด และเสียบป้ายคำตอบที่ช่องด้านหน้าของตัวเอง)
  • หากตอบถูก จะยังอยู่ในเกมต่อไป
  • หากตอบผิด เด็กจะตกรอบและถูกพิธีกรส่งกลับบ้าน ด้วยกรรมวิธีที่โหดร้าย(ในสายตาเด็กเล็กๆ ผมว่านะ) คือดีดนิ้วปุ๊บ กลับบ้านปั๊บ! (แม้มันเป็นแค่การคัตภาพไปช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง แต่เวลาเด็กๆเห็นในทีวี คงตกใจน่าดู)
หนำซ้ำ การตอบผิดของแต่ละคน จะเพิ่มเงินรางวัลในตอนท้าย ขึ้นอยู่กับว่า ในข้อนั้นกำหนดเงินไว้เท่าไร
(เช่น เด็กตอบผิดข้อแรก 100 บาท ผิดไป 35 คน เงินรางวัลสะสมอยู่ที่ 3,500 บาท)
 
ทั้งนี้ เงินรางวัลแต่ละข้อ จะอยู่ที่ 100|300|500|800|1,000|1,500|2,000|3,000|4,000|5,000 ตามลำดับ
 
อย่างไรก็ดี ถ้าทีมไหนสมาชิกในทีม ล้มหายตายจากไป ครบ 50 คน(ตายยกทีมนั่นแหละ พูดให้ยากทำไม - -)
อีกทีมจะเป็นแชมป์ โดยสมาชิกอีกทีมที่เหลืออยู่ จะได้เงินรางวัลสะสมทั้งหมด แบ่งกันตามส่วนเท่าๆกัน ให้กับโรงเรียนของตัวเอง
รวมถึงได้เล่นข้อโบนัส คือเล่น1คำถาม ถ้าตอบถูก จะได้เงินให้ตัวเอง ตามที่ได้เมื่อซักครู่นี้
(เช่่น เงินให้โรงเรียน 100,000 บาท มีคนเข้ารอบ 20 คน ตอบโบนัสได้ 20 คนนี้จะได้ 100,000 บาทไปแบ่งกันเข้ากระเป๋าตัวเอง)
(ทั้งนี้ หากทุกคนตอบผิดหมด ทุกคนจะไม่ตกรอบแบบ"ยกสยาม" แต่ข้อนี้จะถือว่าโมฆะ ไม่มีตังค์ให้ในข้อนั้น)
 
ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะได้โบนัสหรือไม่ เด็กกลุ่มนี้จะได้สิทธิ์ตอบผิด 1 ครั้งในเกมถัดไป(หากตอบผิด จะไม่ตกรอบ แต่ก็ไม่มีผลต่อเงินสะสม)รวมถึงสามารถลากเพื่อนร่วมทีมที่ตกไปแล้ว กลับมาเล่นใหม่ ซึ่งแชมป์จะเล่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะถูกล้ม
 
สำหรับพิธีกร ผมขอไม่อธิบายมาก แต่ว่าเป็นคนที่คุ้นหน้ากันอย่างดีครับ นั่นคือพี่นัท ธนัท ตันอนุชิตติกุล (ที่เคยเป็นพิธีกรช่อง 9 การ์ตูนนั่นแล)
 
สำหรับตัวเกม ส่วนตัวผม คิดว่ามันเหมือนเกม 1 ต่อ 100 มากกว่า แค่ปรับรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย แต่โดยรวมก็ถือว่ารายการนี้ทำได้ไม่เลว (แต่ก็ไม่ได้ดีเยี่ยม ถึงขั้นต้องติดตามทุกวัน)
ส่วนซึ่งรูปแบบเกมกับชื่อรายการ ยังไม่ค่อยไปในทางเดียวกันเพราะคำว่า "50:50" น่าจะเป็นคำที่สื่อถึง 2 ทางเลือกมากกว่า
 
สำหรับวันนี้น ขอจบเอ็นทรี่นี้เลยแล้วกันครับ
"ความรักก็เหมือนอากาศ มีอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา แค่เรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง"

*หมายเหตุ เนื้อหาในเอ็นทรี่นี้ อาจจะรุนแรง เด็กควรได้รับคำแนะนำ ส่วนผู้ที่รับไม่ได้กับเนื้อหา โปรดก้าวเท้าออกจากบล็อกนี้ไป โดยไม่ทิ้งร่องรอย
*หมายเหตุอีกที นี่เป็นสิ่งที่ผมเห็น และสัมผัสมากับตัว

ผมคิดว่า...โรงเรียน เป็นสถานที่ เพื่อหาความรู้
คนอื่นๆคิดว่า...โรงเรียน เป็นที่ๆเอาไว้คุยกับเพื่อน (แม้กระทั่งในชั่วโมงเรียน)

ผมคิดว่า...ชีวิตในวัยมัธยมปลายตอนกลางนี้แสนสั้น จึงควรรีบเรียนให้เต็มที่
คนอื่นๆคิดว่า...ชีวิตในวัยมัธยมปลายตอนกลางนี้ยังอีกยาว ทำตัวโหลยโทยได้ตามสบาย

ผมคิดว่า...เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเรียน มันน้อย ยิ่งสอนได้เต็มที่เท่าไหร่ ยิ่งเป็นประโยชน์
คนอื่นๆคิดว่า...เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเรียน มันเยอะ(เกินไป) ยิ่งไล่ให้อาจารย์ออกจากห้องได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีเวลาให้เหลือคุย+เปิดเพลงใส่ไมค์อีกมาก

ผมคิดว่า...การบ้าน เป็นสิ่งที่เอาไว้ทบทวนความรู้ ไม่ควรขัดแย้งเวลาที่ อ.ให้ (แม้ว่ามันจะมีเยอะเกินไปก็ตาม)
คนอื่นๆคิดว่า...
การบ้าน คือบันทึกแห่งความตาย อย่า แม้กระทั่งได้ยิน ไม่เช่นนั้นจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน จงรีบห้ามการเกิดของมัน ก่อนที่มันจะเป็นหนึ่งในภาระของเรา (ถึงกระนั้นก็มาลอกกันอยู่ดี)

ผมคิดว่า...สมบัติของโรงเรียนควรรักษา เกรงใจเค้า
คนอื่นๆคิดว่า...มาชาร์จมือถือในโรงเรียนดีกว่า ประหยัดไฟที่บ้าน

ผมคิดว่า...อยู่กันเงียบๆเถอะ เดี๋ยวห้องอื่นเค้าว่าเอา
คนอื่นๆคิดว่า...บนโลกนี้ มีแค่กลุ่มพวกชั้น ชั้นจะเสียงดัง วิ่งเล่น เปิดเพลงใส่ไมค์ก็ได้ ใครจะมาห้าม?

ผมคิดว่า...การตามอาจารย์มาเข้าสอน เป็นสิ่งที่ถูก
คนอื่นๆคิดว่า...มึ*ทำเ*ยอะไร ไปตามมาทำไม? (เห้ย!)

คนอื่นๆคิดว่า...สิ่งที่ชั้นคิด สิ่งที่ชั้นทำ มันถูกต้อง ใครห้ามคิดขัด
ผมคิดว่า...มึ*นี่แหล่ะ ผิดเต็มๆ

ผมคิดว่า...การสอบ เป็นการรวมความรู้รวบยอดที่ได้เรียนมาตลอดเทอม
คนอื่นๆคิดว่า...การสอบ เป็นการเขียนตามสิ่งที่ อ.ถูกพวกเราบังคับให้บอก รวมทั้งเป็นที่ลองวิชาสายตายาว

ผมคิดว่า...ชีวิตของผมทุกวันนี้มันห่วยแตก
คนอื่นๆคิดว่า...ใช่..ชีวิตแกมัน ห่วยแตก (อ่าว!)

ผมคิดว่า...ผมถูกกดขี่ เป็นแพะรับบาป
คนอื่นๆคิดว่า...ชั้นมีหน้าที่กดขี่หัวหน้าห้อง มันคือแพะรับบาป

ผมคิดว่า...หัวหน้าห้อง ใครๆก็เป็นได้
คนอื่นๆคิดว่า...หัวหน้าห้อง ใครก็เป็นได้ แต่ขอร้อง อย่าเป็น*เลย

ผมคิดว่า...ผมเป็นหัวหน้าห้อง อย่างน้อยผมก็ได้สิทธิ์ ที่จะออกคำสั่ง
คนอื่นๆคิดว่า...แกเป็นใคร ขนาดพ่อแม่ยังไม่สั่งชั้นเลย อย่ามายุ่ง!

นี่คือสิ่งที่ผมต้องเจอในชีวิตทุกวันนี้ เว้นเสาร์-อาทิตย์ครับ ผม(เกินขีดของคำว่า)สุดทนแล้วครับ

พอดี เมื่อวานต้องทำงานวิชาคอมพิวเตอร์ครับ เกี่ยวกับ HTML

อ.ให้หัวข้อมาว่า My Idol ผมเลยลอง Search หาชื่อของ Idol ของผม...น้าเน็ค ครับ

แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นหน้าเว็บนี้เข้า http://atcloud.com/stories/34154 เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เลยเอามาให้ได้อ่านกัน (/me เพิ่งเห็นว่ามันเป็นเรื่องเมื่อปีที่แล้ว ถ้าซ้ำก็กราบขออภัยด้วยนะครับ -/\-)

อีืกหน่อยเราก็ตายจากกัน......แล้วนะ - ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี
1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์
อุแม่เจ้า.........แสดงว่า
เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน
เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย
และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ
แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข
ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน
เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู
ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม
สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน
น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ
ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี
แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!
อุแม่เจ้าเทค 2
คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึง
สามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู
กางปฏิทินออกกว้าง ๆ
เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้
นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว
นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่
เราไม่ค่อยได้มองมัน
เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี
แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ......
คำนวณเองบ้างซิว้อยย.....
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา ( ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่
ผลลัพธ์ที่ได้
เราจะทำยังไงกับมันดี .....
แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ
นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวัน ๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า ' เงินเดือน '
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้ง ๆ
ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ
ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน
เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความ
รู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ คุณแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....คุณบ้า
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม ' ฆ่าเวลา ' ชีวิตมันว่างจัด
ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย
บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากัน ...... แล้วนะ
ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว .... เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ...
มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ
ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง
รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี
ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ... เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ ) ตายแล้ว
ใช้เวลา ( ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล

....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน.........
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ......
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ
อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก
รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ
เดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่
โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา

2 ประโยคสุดท้าย ของผมนี้
"อย่าหวังที่จะได้ความรักจากใคร หากคุณไม่เคยที่จะให้ความรักกับคนอื่น"
"อย่าได้ทำบุญ แล้วขอพรมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณทำบุญแค่ 1-2 บาท" (ผมเจอมากับตัวครับ - -)

edit @ 19 Nov 2009 20:42:35 by พายไก่